บทประพันธ์ในเงา – บทที่ 4 ชีวิต

หลังความระทึกขวัญหน้าประตูบ้านผม ผมตื่นเช้าอีกวันด้วยอาการงัวเงีย วันนี้ผมต้องจัดการตัวเองกับ
ตารางงานอันยุ่งเหยิงของผม ผมออกจากบ้านขับรถของผมตรงไปที่บริษัทคนละที่กับเมื่อวาน เพื่อประชุมกับผู้
จัดละครตอนเช้า คําพูดอันวุ่นวายวนเวียนในหัวผม ผมเข้าไปที่ลานจอดรถ จอดรถล็อคประตู ผมมองไปด้าน
ตรงข้ามรถผม เห็นดาราสาววัยรุ่นน่ารักคนนึงลงจากรถเหมือนกัน ผมยิ้มให้เธอ เธอขยับตัวเดินฉิวไปที่ประตู
บริษัท เธอคงไม่ทันสังเกตุเห็นผม แว่นตากันแดดอันใหญ่ขนาดนั้น มันจะไปมองเห็นใครได้กันล่ะ ผมกระชับ
กระเป๋าเอกสาร กับแฟ้มนู่นนี่นิดหน่อย เดินไปที่ประตูบริษัทตามเธอไปหน้าลิฟท์ ผมเจอเธออีกครั้ง ผมเอ่ย
ปากทักทาย
“อรุณสวัสดิ์ครับ ผมเป็นนักเขียนใหม่ที่บริษัทนี้” ผมยิ้มให้เธอ

“โอ้…ค่ะ!!คุณนั่นเอง ที่เค้าลือกัน แพทตี้ ค่ะ สวัสดีค่ะ” เธอทักตอบ

ใช่ครับ…เธอคือ แพทตี้ อังศุมาลิน ดาราวัยรุ่นครับที่เล่นซีรี่ย์ดัง ๆ ซักช่องนึงนี่แหละ ตอนนี้เธอไม่ได้เล่นซีซั่น
ใหม่คงมารับงานล่ะมั้ง
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” ผมค้อมหัว
“ฮ่ะฮ่ะ..ไม่ต้องเป็นทางการขนาดนั้น คุณอายุใกล้ ๆ กับชั้นนี่ คุณมารับงานเหรอ?” เธอยิ้มแย้มจนดวงตาเธอปิด
เป็นเส้นเดียว ดูเหมือนดวงตาเธอยิ้มได้ด้วย
“อ่า..ครับ” ผมรับคํา
“แหม…สุภาพไปนะ เราเป็นเพื่อนกัน…เอาเถอะเดี๋ยวเราคงได้ร่วมงานกันเร็ว ๆ นี้นะ” เธอพูดด้วยน้ําเสียงร่าเริง
ประตูลิฟท์เปิดแล้ว เธอเดินเข้าไป ทิ้งผมยืนปลื้มปริ่มกับบทสนทนา และนั่น ทําให้ผมต้องรอลิฟท์อีกรอบ
ผมเข้าประชุมด้วยใจเบิกบาน เหล่าผู้จัดละครน่าจะชอบผม เค้าชมเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนกับ
ความซื่อ(?) ของผม เราถกประเด็นต่าง ๆ ในละครหลายเรื่อง ๆ เพื่อให้ธีมละครหลังจากนี้ไปในแนวทาง
เดียวกัน แน่นอนว่าผมต้องเตรียมความพร้อมสําหรับพัฒนาบทละครเพื่อบริษัทนี้
ตอนบ่ายผมต้องบรีฟบทละครล่ะนะ ผมจัดการอาหารกลางวันจนอิ่ม แทบหลับ แน่นอนว่ากาแฟเป็น
ตัวเลือกที่ดี ผมจัดกาแฟดําไปแก้วนึง มันช่วยให้กระปรี้กระเป่าได้มาก เมื่อถึงเวลาผมไปห้องประชุมตามคิวที่ผู้
ประสานงานแจ้งไว้ ผมจะไปรับคาแรคเตอร์มาเพื่อพัฒนาบทละคร มันน่าสนุกล่ะนะ ผมไม่เคยทําอะไรแบบนี้
มาก่อน
ผู้จัดละครที่บรีฟผมคือ วุธ อัษฎาวุธ พระเอกหนุ่มที่ผันตัวไปเป็นผู้จัดละคร เค้าดูสุภาพแต่จริงจัง
ทีเดียว เค้าบรีฟงานได้เห็นภาพมาก ผมมาถึงก่อนเวลา 10 นาที ปรากฎว่าทุกคนอยู่ในห้อง และเมื่อผมเดินเข้า
ไป ทุกอย่างก็เริ่มราวกับว่ามันรอผมไปเริ่มอย่างนั้นล่ะ

“เอาล่ะ…ในส่วนองค์แรกของเรื่อง คุณจะต้องนําเราไปรู้จักกับผู้หญิงสามคน ซึ่งจะเป็นตัวนําเนินเรื่องกับ
พระเอก ซึ่งคนหนึ่งจะเป็นอดีตคนรักเก่า คนหนึ่งเป็นคนรักปัจจุบัน และอีกคนจะต้องเป็นนางเอก ซึ่งก็คือคน
รักในอนาคต และองค์แรกจะจบด้วยการสิ้นสุดของรักในปัจจุบัน และมันจะพากลับไปสู่คนรักเก่าและคนรัก
ใหม่ หวังว่ามันคงไม่ยากเกินไปสําหรับคุณ” ผู้จัดร่ายยาว เค้าอยากได้อะไรใหม่ ๆ
“โอ้…ผมเข้าใจครับ แล้วดาราที่มารับบทเป็นใคร?” ผมรับคําหนักแน่นแล้วจดมันลงสมุดบันทึก แต่การทํางาน
ของช่องนี้ขัดใจผมอยู่ตรงที่ เค้ายื่นข้อเสนอว่าเค้าจะแคสดาราเอง ผมตั้งใจจะไม่รับงานนี้แต่ จํานวนเงินมันล่อ
ใจ อุดมการณ์มันดี แต่กินไม่ได้ เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง ถ้ามันไม่มากพอ ในกรณีนี้ มันมากพอ อย่างน้อยผมก็ได้
ทํางานในสิ่งที่ผมรัก
คุณวุธมองไปรอบ ๆ ห้อง “แปลกแฮะ…สามคนนั้นไปไหน?” เค้ายืนทําหน้าสงสัย
ประตูห้องเปิดขึ้น ผมหันไปตามเสียงเห็น แพทตี้ เดินนําเข้ามากับสาวอีกสองคน ใหม่ ดาวิกา และใบ
เฟิร์น พิมพ์ชนก เธอสามคนเดินมาสวัสดีผู้จัดและผม ผมยกมือรับไหว้อย่างงง ๆ
“อ่า..สวัสดีครับ” ผมยิ้ม

“เราเจอกันอีกแล้วนะ” แพทตี้ยิ้มกว้าง

“อ่าครับ” ผมยิ้มรับปาก แล้วหันไปหาอีกสองคน “ยินดีที่ได้รู้จักคุณสองคนเหมือนกันนะครับ”

“สวัสดีค่ะ ใบเฟิร์นค่ะ” ใบเฟิร์นยิ้มหวาน ดวงตาเป็นประกาย
“ใหม่ค่ะ” ใหม่ก็ยิ้ม มันเป็นยิ้มคนละอย่างกับใบเฟิร์น เธอดูลึกลับ สวยแบบลึกลับจากดวงตากลมโตของเธอ
“เอาล่ะ…ทุกคนอยู่นี่แล้วล่ะนะ คุณนักเขียน น้องแพทตี้นี่จะเป็นอดีตคนรักของพระเอกนะ” ผู้จัดฯไม่รอช้า
ทํางานต่ออย่างรวดเร็ว
ผมสบตากับแพทตี้ เธอตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม
“ในตอนลาจากรักปัจจุบัน ผมอยากให้มันจบในฉากเต้นรําและ…เอ้อ น้องใหม่ เป็นคนรักปัจจุบันนะ ส่วนน้อง
เฟิร์นเป็นสาวคนใหม่ที่เข้ามาในชีวิตตัวเอก เป็นสาวที่ทํางานร่วมกัน” เค้าร่ายยาว ผมเบื่อที่ต้องมีคนมากําหนด
ตัวแปลแบบนี้ แต่เอาเถอะ เพื่อไม่ให้มีปัญหา
“โอเค…ไม่มีปัญหาครับ” ใช่แบบนั้นแหละ มารยาทการเข้าสังคม
ตอนนี้ห้องประชุมกลายเป็นเวิร์คช็อปเล็ก ๆ ไปแล้ว พ่อพระเอกหน้าใหม่ที่ผมไม่รู้จักก็เข้าคู่กับบรรดา
นางเอกระดับแม่เหล็กที่ดูเหมือนจะเอามาเป็นเจ๊ดันให้พ่อหนุ่มคนน

ฉากเต้นรําของใหม่ ดาวิกา ดูงดงามมากทีเดียว ผมรู้สึกว่า ผมจะมานั่งทําไมตรงนี้เนี่ย? แต่ผมก็นั่งดู
สามสาว สวย ๆ ทําท่าทางตามตาผู้จัดบอก และแล้ว…
“ขอบคุณมากครับทุกคน” ผู้จัดฯบอกในช่วงสุดท้าย มันลากยาวทั้งวัน แผนจะไปกินปูผัดผงกระหรี่ของเป็นอัน
พับไป นี่ค่ําเลย…บ่ายไปถึงค่ํา ออกไปไหนก็ไม่ได้ บ้าไปแล้ว
ผมลุกยืนหลังจากสิ้นประโยคยกมือสวัสดีทุกคน และคิดว่า ผมแทบไม่ต้องทํางานแล้ว ฉากพวกนี้มัน
แทบจะเป็นบทละครทั้งเรื่องแล้ว แค่สร้างเหตุการณ์เล็ก ๆ มาเชื่อมมันเท่านั้นแหละ
“มันน่าเบื่อสินะ….ใหม่ว่าคุณต้องทําให้มันสนุกกว่านี้ได้?” เสียงมาจากข้างหลังผม ผมหันไป ใหม่ ดาวิกาเดินเข้า
มาคุยกับผม

“ครับ” ผมยิ้มเนือย ๆ รับปากเธอ
“มันก็แบบนี้แหละ….ใหม่หวังว่าคุณจะมาอีกนะ” เธอยิ้มให้ผม ใบเฟิร์น เดินตามมาสบทบ ผมหันไปหาเธอ
“ยินดีต้อนรับนะคะ” ใบเฟิร์นยิ้มหวาน
“ยินดีต้อนรับ?” ผมทวนคําเชิงถาม

เธอไม่ตอบอะไรแต่ยิ้มแล้วพยักหน้า
“ผมคงต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ” ผมยิ้มให้พวกเธอแล้วเดินจากมา
นี่ทุ่มนึงแล้ว ผมเดินไปที่รถพร้อมของพะรุงพะรัง อยู่ ๆ ก็มีสายเข้า ผมรับสายมันกลายเป็นงานด่วน
บอกให้ผมกลับไปที่บริษัทเมื่อวานอีกหน ผมคุยรายละเอียดเบื้องต้นกับเค้าเพราะผมเหนื่อยและอยากปฎิเส
ธงาน แต่เมื่อเค้าเสนอราคามา อย่างที่บอก “ถ้ามันไม่มากพอ” ก็แค่ “ถ้า” ล่ะนะ ผมตัดสินใจไปตามที่ผู้บริหาร
นัด
“สวัสดีครับ” ผมเดินเข้าไปในห้องที่ค่อนข้างกว้างขวาง ฝ่ายประสานงานผมมาถึงก่อนแล้ว
“อา…คุณนักเขียน ขอโทษด้วยที่ผมรบกวนเวลาพักของคุณ แต่ผมคิดว่า คุณน่าจะสนใจสิ่งนี้ นี่เป็นตัวอย่างเล็ก
ๆ ของวิธีการทํางาน และสัญญาฉบับใหม่” ผู้บริหารท่านนี้ยื่นซองกระดาษสีน้ําตาลให้ผม ผมรับมันและนั่งลง
บนเก้าอี้ข้าง ๆ ฝ่ายประสานงาน พี่หนุ่มยิ้มให้ผม ผมรู้สึกฉงนนิดหน่อย แต่พี่หนุ่มทํางานกับผมมาหลายปี เค้า
ค่อนข้างจะรู้ว่าผมอยากได้อะไร ผมแกะซองออกอ่าน มันเป็นสัญญาที่เยี่ยมมาก ดีกว่าวิธีการทํางานแบบวันนี้
แน่นอน
“เยี่ยม…ผมชอบมัน” ผมหลุดปาก
“อ่า…นั่นดี เราจะจัดการมันให้เสร็จในช่วงเวลาเร็ว ๆ นี้” เค้าหัวเราะฮา ๆ เสียงดังลั่น “ผู้อํานวยการคงดีใจที่
บรรลุข้อตกลง”
ผมกลับบ้านด้วยใจเบิกบาน วิธีการทํางานแบบในสัญญาจะดีต่องานของผม มันจะสร้างเอกลักษณ์ให้
งานของผมกลับมาเป็นแบบเดิม การดําเนินธุรกิจแบบที่ไร้อุดมการณ์มันแย่ ผมรู้สึกแย่ที่จะทํามัน ถึงมันจะ
เลี้ยงชีพผมได้ดีก็เถอะ แต่กระนั้น หากเงินดีและรักงาน ก็คงเป็นตัวเลือกที่คุณเลือกใช่รึเปล่า?

ขากับผมชวนพี่หนุ่ม ฝ่ายประสานงานของผม แวะกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง เราพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่าง
เคย ด้วยความสุขในสัญญาฉบับใหม่นี่ ผมและพี่หนุ่มร่ําลากัน ผมเดินไปที่รถ คิดฟุ้งซ่านพักนึงและผมคิดว่าผม
ควรโทรหาแม่ซักหน่อย
“ไงแม่….เป็นไงบ้างครับ?” ผมทักคนในสาย
“เออ…ดี เป็นไงบ้านลูก?” แม่ถามกลับ
“ดีครับแม่….กําลังไปได้สวย” ผมยิ้มกว้างแม้ว่าเธอจะไม่เห็น “ละครที่ผมเขียนกําลังจะออนแอร์แล้วนะแม่”
“เออ แม่รู้แล้ว” แม่ตอบ ถ้าแม่รู้แบบนี้แปลว่าแถวบ้านผมรู้กันทั้งซอยแหง ๆ
“ผมจะพยายามต่อนะแม่” ผมก้มหน้าทําเสียงจริงจัง
“ดูแลสุขภาพบ้างนะลูกอย่างหักโหม” น้ําเสียงเธอห่วงใยอย่างจริงจัง
“ครับแม่…แม่โทรหาผมได้ตลอดเลยนะ บอกพ่อด้วย” ผมบอกกับเธอ “แล้วเดี๋ยวผมโทรหาใหม่นะครับ”
“อืม” เธอตอบ แล้ววางสายผม
หัวใจผมพองโต ผมขับรถกลับบ้านด้วยใจเบิกบาน….เมื่อถึงบ้านผมประหลาดใจเล็กน้อย หน้าบ้านผม
มีรถจอดอยู่คันหนึ่ง ผมเคยเห็นรถคันนี้ แต่ว่า….ทําไมมันมาอยู่ตรงนี้ล่ะ?
โปรดติดตามตอนต่อไป….